ประวัติ

แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเกิดขึ้นเมื่อประมาณกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว เนื่องจากเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และความก้าวหน้าทางวิชาการของแต่ละสาขาวิชามีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิชาชีพทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งมีการกระทำโดยตรงต่อร่างกายของมนุษย์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาความรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนั้น การศึกษาต่อเนื่องจะช่วยทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เสริมความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นประโยชน์กับการประกอบวิชาชีพ เพิ่มศักยภาพ ทักษะและประสบการณ์ในการปฏิบัติวิชาชีพ เป็นการยกระดับและพัฒนาการประกอบวิชาชีพให้ก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ และทำให้ผู้รับบริการมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
หลังจากที่ได้เปิดโรงเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ แล้ว ก็มีดำเนินการตามข้อบังคับสภาการแพทย์แผนไทยว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๗ หมวด ๒ การประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ข้อ ๗ กำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพ (ซึ่งหมายถึงบุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหรือผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์จากสภาการแพทย์แผนไทย) พึงหมั่นศึกษาหาความรู้ ความก้าวหน้าทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานแห่งวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ตามที่สภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยกําหนด
โรงเรียนมหาบุญการนวดไทยประยุกต์มีความเห็นว่าบุคลากรของหน่วยงานมีศักยภาพที่จะช่วยพัฒนารูปแบบและสาระเพื่อเป็นแหล่งการศึกษาต่อเนื่องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ได้ จึงจัดทำ “โครงการการศึกษาต่อเนื่องสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ให้กับทุกคนที่มาศึกษาที่นี้ ซึ่งตอนนี้กำลังดำเนินการจัดทำห้องสมุดเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต

จากก้าวแรกของเด็กด้อยโอกาส จนกลายเป็นหมอแผนไทย
สุภาษิตโบราณบทหนึ่งได้กล่าวว่า “เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย” จากเด็กน้อย ๆ อยู่บ้านนอกในถิ่นทุระกันดานมองเห็นทุ่งนา ท้องไร สัตว์เล็กน้อยใหญ่ตามถิ่นที่ตนเองอยู่ ในขณะเดียวกันจะมองหาแสงไฟฟ้า หรือว่าสิ่งที่อำนวยความสะดวกสบายนั้นก็มีน้อย หนทางที่เรามองเห็นก็เต็มไปด้วยธรรมชาติ ความทุกข์ทางกายและทางใจอาจมีบ้าง เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องอาศัยอยู่กับบิดามารดา ซึ่งมีอาชีพเพียงชาวนาในอำเภอหนึ่งขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
จากอดีตที่ผ่านมาการศึกษาของเด็กบ้านนอกก็ไม่แตกต่างอะไรมากนอกจากว่า การศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามวิถีทางของบิดามารดาของตนเอง บิดามารดามีอาชีพอะไรก็เรียนรู้ได้โดยท่านเป็นผู้นำ บิดาของตนเองเป็นหมอธรรม ในการรักษาผู้ป่วยในชุมชนนั้นและได้เดินทางไปดูแลคนป่วยตามบ้านบ้างเป็นบางโอกาส บิดาได้เป็นหมอธรรมจากการเรียนรู้จากเครือข่ายด้วยกันสมัยนั้นมีอยู่เกือบสิบท่าน มีบิดาคือนายเทิง อุ่นแก้ว และมีหมออาจารย์ใหญ่คือพ่อขาว อุ่นแก้ว ท่านได้รวมรวมหมอธรรมทั้งหมดโดยการสมาทานศีล ๕ จิตตั้งมั่นแนวแน่ ในเมื่อชุมชนเจ็บป่วยจากสาเหตุที่ไม่สามารถรักษาได้ ก็อาศัยหมอพื้นบ้านของชุมชนนั้น ๆ การเรียนรู้จากบิดานายเทิงก็คือการเดินตามบิดาของตนเองเพื่อไปช่วยเหลือคนอื่น
สิ่งที่ตนเองได้ประจักษ์เห็นในการเดินทางตามบิดา คือใช้หัวไพล น้ำมันมะพร้าว และใช้พานไถ่เก่า ๆ ที่ผ่านการใช้งานแล้วนำไปด้วยทุกครั้งที่ติดตามบิดาของตนเองในตามที่ต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะมืดค่ำก็ต้องไปเพราะว่าเป็นหน้าที่ของความหมอพื้นบ้าน

แรงดูถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันสู่เป้าหมาย คือเราจะไม่ไปใส่ใจกับคำดูถูก หรือเสียงหัวเราะเยาะ ของคนที่ด้อยสติปัญญาทำไม คนที่มีความสามารถที่แท้จริง ต้องพิจารณาได้ว่า อะไรเป็นความคิดต่างที่มีคุณค่า และอะไรเป็นคำค่อนขอดที่เราไม่ควรไปให้ราคา อะไรเป็นความคิดเห็นสนับสนุน ที่เราสามารถนำไปขยายผลในสิ่งที่เราทำให้มันยิ่งใหญ่ขึ้นได้ และอะไรเป็นแค่การประจบสอพลอที่เปล่าประโยชน์ ที่เราควรจะลืมให้เร็วที่สุด
ถ้าเราปล่อยให้คุณค่าของตัวคุณเองลดลง เพียงเพราะไปใส่ใจ กับคำพูดดูถูกของคนที่ด้อยสติปัญญาเรา เราต้องลุกขึ้นมาลงมือทำ ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตนเองคิดดีแล้วว่ามันถูกต้องอย่างสุดความสามารถ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พร้อมที่จะทุ่มเทแรงกาย แรงใจทั้งหมดในการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองแบบไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใด ๆ ไม่มีรถ ก็วิ่ง วิ่งไม่ได้ก็เดิน เดินไม่ได้ก็คลาน เรารู้ว่ามันเหนื่อย แต่ก็ต้องทำและบางครั้งเวลาที่เราเปรียบเทียบกับคนด้อยสติปัญญาบางคนที่มีเงินมากกว่าเรา รู้จักคนมากกว่าเราอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเราทุกอย่าง เราอาจจะท้อบ้าง รู้สึกน้อยใจในวาสนาของตัวเองบ้าง ว่าทำไมเราถึงไม่มีเงินไม่มีใครมาช่วยมากมายแบบคน ๆ นั้น คือ เราท้อได้ น้อยใจได้ แต่ต้องลืมมันให้เร็วที่สุด แล้วมาลุยต่อ ถ้าเราเป็นคนที่คิดน้อยใจ แล้วท้อแท้ยอมแพ้ เลิกล้มความตั้งใจ นั่นก็แสดงว่าเราเป็นคนที่สมควรให้คนอื่นดูถูกจริง ๆ นั่นแหละ คนที่จะได้รับการยอมรับว่าเก่งจริงจะต้องเป็นคนที่เก่ง ที่จะเอาชนะอุปสรรค เก่งที่จะอดทนต่อสู้ไม่ยอมแพ้ เก่งที่จะเผชิญหน้า กับข้อจำกัดทุกอย่าง จนในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จไปหนึ่งระดับ
บทเรียนจากเริ่มต้นของบิดา มารดา คือการสอนให้เราได้รู้จักวิธีการดูแลคนป่วยจริง เอาใจเขามาใสใจเรา และต้องตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดีงามจากการเป็นลูกมือให้บิดา มารดาเริ่มต้นนั้นคือชีวิตที่ได้เรียนรู้ ต่อจากนั้นเป็นบทเรียนกับพระอาจารย์น้อย ทองสา แห่งวัดศรีขุนหาญ
จากหมอตะเวนนวดจนมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนนวด
นายบุญสุข อุ่นแก้ว เกิดเมื่อวันศุกร์ วันที่จำมิได้เกิดช่วงเดือนสิบ ปี ระกา ๒๕๑๒ ตามบัตรกำหนดว่าเกิดวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๑๒ เกิดที่บ้านเลขที่ ๕๖ ม.๔ ต.สิ บ้านโนนสว่าง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ มีพี่น้องร่วมสายเลือด ๖ คน
๑. นายทวี อุ่นแก้ว จบ ป.๔
๒. นายเกษม อุ่นแก้ว ถึงแก่ความตาย
๓. นางเพ็ญศรี อุ่นแก้ว แต่งงานมีลูก ๑ คน จบ ป.๔
๔. นายบุญสุข อุ่นแก้ว จบ ปริญญาโท พุทธศาสตรศาสนา กำลังเรียน ปริญญาเอก
๕. นายบุญช่วย อุ่นแก้ว กำลังเรียน ปริญญาตรี
๖. นางสาวสำรวย อุ่นแก้ว ถึงแก่ความตาย
บิดา ชื่อ นายเทิง อุ่นแก้ว อายุประมาณ ๘๑ ปี ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ที่ บ้านโนนสว่าง ม.๔ ต.สิ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ
มารดาชื่อ นางราตรี อุ่นแก้ว เกิดปี ๒๔๘๑ ถึงแก่การสิ้นอายุขัย ๗๖ ปี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ที่ บ้านโนนสว่าง ม.๔ ต.สิ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ
ได้เข้ารับการศึกษาตามเกณฑ์ที่โรงเรียนบ้านโนนอ้อ ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ จำมิได้เพราะว่าเดินเข้าไปเรียนเองที่โรงเรียนสมัยนั้นมีอาคารไม้เตี้ย ๆ อยู่หนึ่งหลัง มีคุณเกษมเป็นครูสอน และคุณครูสมทรง ครูอุทัย โนนโหญ่ สมัยนั้นพอจำความได้ เรียนอยู่ครบ ๔ ปี ชั้น ป.๑ สมัยนั้นใช้กระดาษฉนวน เขียนลบเขียนลบ ระบบไฟฟ้าไม่มี อาศัยเดินเท้าไปเรียนและนำวัวควายไปเลี้ยงด้วย ช่วงพักเที่ยงจะพากันกลับบ้านไปหาข้าวกินกัน หรือบางวันก็ไปหากินข้าววัดซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียน
เข้าเรียนได้ถึง ชั้นประถมปีที่ ๔ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ – ๒๕๒๓ ทางราชการได้มีการสร้างอาคารเรียนยกสูงขึ้นอีกหนึ่งหลังเพื่อให้นักเรียนได้เรียนชั้นประถมปีที่ ๕ และปีที่ ๖ กระผมเป็นรุ่นแรกที่ได้เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๕ มีเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ผู้หญิง ๓ คน ผู้ชาย ๖ คนในสมัยนั้น อาจจำชื่อเพื่อนๆ ได้ไม่หมด มีไอทูล ไอบัติ ไอสุภี ไอสนอง ไอสังวาล ไอเสงียม ผู้หญิงก็มี สุภา แหวน พร เท่านี้สมัยนั้น
มาเรียนก็มีความลำบากการเดินทางจากบ้านเกิดบิดามารดาพาไปขึ้นเขาเพื่อทำไร่เลื้อยลอย ปั้นจักรยานมาเรียนวันจันทร์ และวันศุกร์ปั้นกลับอยู่ที่บ้านห้วยจันทร์สมัยนั้น ระบบไฟฟ้าในโรงเรียนและในหมู่บ้านยังไม่มี มาอาศัยอยู่กับน้าอุ่น และช่วงพักเที่ยงก็ไปอาศัยข้าววัดกินทุก ๆ วัน เกิดการท้อแท้ว่าจะเรียนไปทำไรหน่อ ชีวิตชั่งลำบากจริง ๆ
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ บิดา มารดา ได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปเสี่ยงโชคด้วยการขุดพลอยที่จังหวัดจันทร์ได้ยินแต่บิดามารดาบอกว่าดูแลน้องสองคนนะ และให้ใช้เงินวันละ ๑ บาท สมัยนั้น ก็ได้ปฏิบัติตามที่บิดา มารดา สั่งไว้ โดยมีวัว และ ควาย อีก ๔ ตัวในการดูแล พร้อมกับน้องอีก ๒ คน ข้าพเจ้าได้แบ่งงานน้อง ๆ ได้ช่วยพี่ทำงานดั่งนี้
คนเล็กชื่อสำรวย มีหน้าที่หุงข้าวอยู่บ้านและไปหาน้าอุ่น
คนทีรองบุญช่วย ให้ช่วยไปเอาวัวควาย ที่อยู่ทุ้งนา และช่วยพี่รดน้ำผัก
ปฏิบัติดูแลน้อง ๆ สองคนเป็นอย่างนี้ทุกวัน กินข้าวเช้าแล้วพาน้อง ๆ ไป รร. นำวัวควายไปผูกไว้ข้าง ๆ โรงเรียนบ้าง ไปผูกไว้บริเวณสำนักสงฆ์บ้าง เพราะสำนักสงฆ์ก็เป็นบริเวณที่ดินของบิดา มารดา แต่ปัจจุบันยังมิได้ยกถวายวัดครับ
ระยะเวลาผ่านจนถึงปี ๒๕๒๕ ในช่วงหลังปีใหม่ บิดา มารดากลับจากจังหวัดจันทบุรี ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขมาก ที่บิดามารดากลับมา เราทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบอดข้าว อดอาหารเพื่อเลี้ยงน้องสองคนเกือบสองปี โดยใช้เงินไปทั้งสิ้น ๑๘๐ บาท ร่างกายผอมดำหมดสภาพ
ทุก ๆ วันพระ วันโกน ชาวบ้านโนนสว่างและโนนอ้อ จะพากันออกมาที่วัดเพื่อสวดมนต์รับศีล ข้าพเจ้าก็พากันมา ช่วงนั้นยังไม่มีไฟฟ้า โดยใช้ตะเกียงจุดนำและกระบองทำจากยางไม้ต้นยางนาสมัยนั้นจุดนำทาง การไปวัดได้ประโยชน์
คือได้สวดมนต์ไหว้รับศีล และได้กินน้ำนมโอวัลติล สุดท้ายก็คือได้ดูละครทีวีขาวดำ ในช่วงชีวิตที่ชุมชนมีความทุกข์ความลำบาก วัดเป็นศูนย์รวม ทั้งหมด ทีวีที่ชาวบ้านได้ชมสมัยนั้นขาวดำ โดยใช้หม้อแบต ตะเกียงพายุ เมื่อสิ้นสุดละครข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ก็พากันกราบพระลากลับบ้านโดยเดินกันเป็นแถว ๆ และคุยกันเรื่องละครตามวิถีชีวิตของชาวกูยในช่วงปี ๒๕๒๔-๒๕๒๕
เมื่อถึง เดือนมีนาคม ถึง ๒๕๒๕ หลังจากจบการศึกษาประถมศึกษาปีที่ ๖ บิดามารดา กลับมา ข้าพเจ้าได้ขออนุญาตท่านทั้งสองเข้าวัดเพื่อบวชเป็นสามเณรซึ่งเป็นความฝันตั้งแต่เด็กว่าจะบวชให้คุณยาย คุณมารดา บิดา ที่วัดศรีขุนหาญ ต.สิ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ โดยมีหลวงพ่อน้อย ทองสา (เป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้นบวชให้) บวชรูปเดียวโดดๆ ก็มีเพื่อนเป็นสามเณรประสิทธิ์ ดับโศก ย้ายจากวัดอื่นมาอยู่วัดในเมือง อีกรูปทางวัดได้จัดการเรียนการสอนเฉพาะนักธรรมศึกษาคือนักธรรมชั้นตรี เพียงชั้นเดียว มีพระและสามเณรเรียนสามรูป เนื่องจากไม่ค่อยมีพระภิกษุและสามเณร ในขณะอยู่ภายในพรรษาหนึ่ง ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อพระอุปัชฌา ซึ่งท่านสอนด้านการนวดไทยให้กับครูอาจารย์ การเลื้อยไม้ การปลูกผักต่างๆ การสร้างศาลา การปลูกต้น นี้คือการดำเนินชีวิตที่ได้รับความรู้จากครูอาจารย์ที่วัดศรีขุนหาญในปี ๒๕๒๕
เมื่อบวชแล้วท่านพระอาจารย์น้อย ทองสา ก็ให้มาอยู่สำนักสงฆ์บ้านโนนสว่าง ๗ วัน เมื่อครบกำหนดแล้วให้กลับไปอยู่ที่วัดศรีขุนหาญ ต่อระยะทางหางกันประมาณเกือบ ๒ กิโลเมตร โดยเดินเท้าเอาไปกลับ ความต่างคือในเมืองมีไฟฟ้า บ้านนอกไม่มี
ในปี ๒๕๒๖ ได้ออกเดินทางไปยังสำนักปฏิบัติธรรมที่วัดไร่ส้ม ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรีเพื่อศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และได้ศึกษาวิชาบาลีที่สำนักเรียนวัดมหาธาตุจนสอบ โดยมีพี่สามเณรวิชัย ปราบภัย เป็นผู้นำไปในระหว่างก็มีความลำบากพอสมควร เดินทางจากอำเภอขุนหาญโดยรถโดยสารประจำทางไปลงที่จังหวัดศรีสะเกษ และรอรถไฟช่วงเย็น การขึ้นรถสมัยนั้นไม่มีการเสียปัจจัย มีปัจจัยติดตัว ๑๕๐ บาท เอาบาตรไปด้วย ระหว่างทางพี่เณร วิชัยพาลงที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ด้วยความไม่ค่อยรู้เรื่องไม่เคยเดินทางไปไหน ร้องให้คิดถึงบิดา มารดา อดข้าว อดน้ำ พานอนที่วัดพระพุทธบาทหนึ่งคืน
อีกวันต่อมานั่งรถมาลงที่สถานีหมอชิดเก่าโดยนั่งรถบัส มาลง ต่อจากนั้นก็ได้นั่งรถแทกชีบ้ายดำราคา ๒๐ บาทไปส่งที่สายแยกไฟฉาย เพื่อขึ้นรถไปต่อที่จังหวัดเพชรบุรี
ในระหว่างทางข้าพเจ้าหิวข้าวแทบใจจะขาด ไม่กล้าบอกพี่เณรวิชัย ในบาตรมีม่ามาอยู่ ๑ ซองก็เลยเก็บไว้ หิ้วน้ำ รถผ่านจังหวัดนครปฐม ผ่านราชบุรี ผ่านเข่าย่อย เข้าเมืองเพชรบุรี มาถึงเวลาประมาณ ๔ โมงเย็นกว่า ๆ พอจำได้ เดินทางเข้าไปที่สำนักสงฆ์ไร่ส้ม ต.ไร่ส้ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี ข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเลย เมื่อมากราบหลวงพ่อต๋อม ญาณวีโร แล้ว ท่านให้พักที่ศาลา มีความสุขมากที่ได้พักและทรงน้ำ
รุ่งเช้าท่านจึงแนะนำให้อุปาสก อุปาสิกา พระสงฆ์และสามเณรทุกท่านให้ทราบ ดีใจได้เจอเพื่อนจากจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอขุนหาญ คือ ท่าน สามารถ บุญพรม เคยเห็นหน้ากันมาก่อนทำให้จิตใจดีขึ้นว่า อย่างน้อยมีเพื่อนบ้านพูดภาษาเดียวกันบ้าง ต่อมาอีกวันได้รู้จักรุ่นพี่มี พี่เณรไพรินทร นันทสิงห์ คนบ้านหนองบัวเรณ พี่เณรวิชิต แถบมูล คนบ้านพราน พอจำได้ อยู่หลายปีมีเพื่อนมากขึ้น มีข้อวัดปฏิบัติที่ดีเยี่ยมเคร่งครัดในพระธรรมวินัย
ในปี ๒๕๒๘ ได้ลาครูบาอาจารย์มาเยี่ยมบิดา มารดา ที่บ้านเกิด โดยได้นำอาหารแห้งมาฝากญาติพี่น้อง การติดต่อสมัยนั้นใช้จดหมาย แต่บิดา มารดา อ่านหนังสือไม่ออก
ในปี ๒๕๒๙ ได้ย้ายสำนักเรียนมาเรียนที่วัดพิชัยสงคราม ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการโดย ท่าน พระมหาไพรินทร์ นันทสิงห์ นำมาฝากและได้ศึกษาวิชาบาปีลีจบสอนได้เปรียญธรรม สามประโยค
ในสำนักเรียนวัดพิชัยสงครามนั้น มีสามเณรอุทิศ ศิริวรรณ เป็นอาจารย์สอนบาลี ปัจจุบันท่าน คงเป็น ศ. ดร. อุทิศ ศิริวรรณ เป็นอาจารย์ที่เก่งในสมัยนั้น
วิกฤติชีวิต
เมื่อสอบได้บาลีประโยคสามแล้ว หลาย ๆ รูปได้ย้ายวัดไปอยู่ที่ต่าง ๆ อ.จำลอง ที่สอน อ.มหาอุทิศ ก็ย้ายวัด ทำให้จิตใจตก ย้ายตามเพื่อนมาอยู่ที่วัดพระสมุดเจดีย์และมาที่วัดบางไผ่ จ.นนทบุรี
ช่วงนี้จึงหันหน้าไปศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากัมมฐานต่อตามใจชอบ เนื่องจากช่วงหนึ่งไปสมัยเรียนที่วัดสระเกศ เรียนต่อ ม.๔ มาอาศัยนอนที่วัดโบสถ์สามเสน เขตดุสิต เรียนได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีห้องให้อยู่ในช่วงเข้าพรรษา จึงต้องลาออกกลับไปอยู่บ้านเกิดศรีสะเกษ มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมต่อไป ตามชาแดนนั้น
ในปี ๒๕๓๕ ได้อุปสมบทที่วัดศรีขุนหาญ โดยมีพระครูภัทรกิจวิธาน เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า สุทธิญาโณ ได้ปฏิบัติครูอาจารย์แล้ว ได้รับจดหมายจากท่าน พระมหาจรัส ลีกา พระมหาโท จินากุล วัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ให้เดินทางมาเพื่อศึกษาต่อ ม.๔ ม.๖ ได้ตัดสินใจลาโยม บิดา มารดา และญาติโยม เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ มีปัจจัยติดตัวไป ๖๐๐ บาท และได้เข้ามาที่วัดอุโมงค์ในเวลาเช้าตรู่และได้พบกับท่านพระมหาจรัส ที่ออกมาบิณฑบาตพอดี ชีวิตและใจจิตดีขึ้นเป็นอย่างมาก
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ วัดสวนดอก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จนประสบความสำเร็จในปี ๒๕๔๐
พ.ศ. ๒๕๔๐ จบปริญญาตรี พธบ. เอกสังคมวิทยา วิทยาเขตเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ -๒๕๔๒ ได้สมัครเป็นครูอาสาที่โรงเรียนพรานวิบูลย์วิทยา ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ได้ดำเนินการแบบอย่างของครูอัตราในการพัฒนาอาชีพและความคิดให้กับนักเรียนเป็นความคิดของตนเอง โดยเน้นความประหยัด พึ่งพาตนเองโดยการปลูกผักและสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
ใน ปี พ.ศ. ๒๕๔๓/๒๕๕๓ ได้มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์แผนไทยที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา
ใช้ชีวิตเป็นแบบอย่างกินข้าวเวลาเดียว ปลูกผักเพื่อเพื่อน ๆ จัดรายการเสียงตามสาย และอื่น ๆ ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้ลาออกจากงานที่ทำประจากสำนักสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา เพื่อมาใช้ชีวิตที่ต้องเดินไปข้างหน้าพึ่งพาตนเอง
ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ จบปริญญาโท พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต วิทยาเขตนครราชสีมา จ.นครราชสีมา
จุดเปลี่ยนของชีวิต
เมื่อครั้งหนึ่งในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดประมาณปี ๒๕๔๔ ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยงานแพทย์แผนไทย ได้จัดกากรอบรมนวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ ได้ขอเข้ารับการอบรมการนวดไทยและการนวดเท้าเพื่อสุขภาพของหน่วยงานของรัฐ แต่ทาง จนท. แจ้งว่าไม่มีคุณสมบัติในการเข้ารับการอบรมหลักสูตรดังกล่าว
เมื่อปฏิบัติหน้าที่ไประยะหนึ่งจากปี ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ในการงานแพทย์แผนไทย จนมาถึงปี ๒๕๕๑-๒๕๕๒ เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา จากนายแพทย์แผนคนเดิมได้ลาออกตำแหน่งเพื่อเข้าสมัครรับการเลือกตั้งเป็นนายนายก อบจ และในขณะเดียวกันก็ได้มีการเปลี่ยนหัวหน้างานแพทย์แผนไทย ไปด้วย
วิกฤตชีวิตในขณะปี ๒๕๕๒
๑. การโยกย้ายงานจากแพทย์แผนไทย ให้ทำหน้าที่อื่น
๒. งดการออกหน่วยบริการพบปะประชาชนและออกหน่วยตามต่างอำเภอ
๓. งดการจัดรายการเสียงตามสายออกรายการวิทยุ อสม พบปะประชาชนและรายกากรหมอแหยงแจ้งข่าว
๔. ครอบครัวคือแฟนได้แยกทางจากตนเองไป
๕. ตัดสินใจลาออกจากงานที่ปฏิบัติในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓
ได้ตัดสินใจลาออกจากงานแล้วได้มาปฏิบัติหน้าที่ของตนเองโดยการออกนวดตามวัดออกนวดตามแต่ผู้จะบอกเพื่อการดำเนินชีวิตอยู่กับมารดา นางราตรี อุ่นแก้ว หน้าสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
ในเดือนช่วงเดือนมิถุนายนในปี ๒๕๕๓ ได้ทำการอบรมประชาชนในชุมชนฟรี เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนแถวโคกกรวดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีแต่มีปัญหาคือไม่สามารถออกใบประกาศนียบัตรได้ ได้ติดต่อประสานงานในการจัดตั้งศูนย์รู้จากหน่วยงานของรัฐเช่น ติดต่อผู้ว่าราชจังหวัดนครราชสีมา และอำเภอ ได้รับคำตอบคือให้ติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และในที่สุดก็ได้ติดต่อสำนักงานเขตการศึกษาเขตพื้นที่ศึกษาเขต ๑ แต่ในที่สุดไม่สามารถทำได้เนื่องจากว่าบริเวณที่เราอาศัยอยู่นั้นเป็นเพียงใบ ภบท.๕ และเนื้อที่เพียง ๔๔ ตารางเมตร ในที่สุดก็ไม่สามารถจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ได้
เกิดความทุกข์อย่างยิ่งใหญ่ ในขณะที่ได้ดูแลมารดาอยู่ประมาณวันที่ ๒๖ มิถุนายน มารดาเกิดล้มป่วยอย่างกะทันหัน นำมารดาเข้าโรงพยาบาลแม่และเด็กได้อยู่ที่ รพ. ๒ คืน คุณแม่ขอให้นำกลับบ้านที่ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ
ร่มโพธิ์แก้ว โพธิ์แก้ว สิ้นสุด
เมื่อนำมารดากลับบ้านที่จังหวัดศรีสะเกษแล้ว ท่านได้อยู่กับลูกหลานได้เพียงไม่กีวันก็ได้จากไปตามอายุขัย รวมอายุ ๗๕ ปีบริบูรณ์ เพราะว่าท่าน ปี ๒๔๘๑ ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ เวลาประมาบ่าย ๓ โมงเย็น
เมื่อสิ้นบุญคุณแม่แล้ว สำหรับพ่อครูเทิง อุ่นแก้ว ท่านได้จากไปด้วยโรคชราในวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ รวมอายุได้เพียง ๘๑ ปี เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปไม่ทราบชะตาชีวิตจะเป็นอยู่อย่างไร
จุดเปลี่ยนแปลง
เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากที่อบอุ่นและมีความสุขกับครอบครัวมีบิดา มารดา และครอบครัว แต่ขณะเดียวกันต้องมาอยู่เพียงลำพังคนเดียว
วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๓ ตัดสิ้นใจประกาศขายตึกชั้นเดียวเนื้อที่ ๔๔ ตารางเมตรในราคาเจ็ดแสนบาท รุ้งเช้ามีคนมาขอซื้อในราคาเพียง ๖ แสนบาท แต่จำใจต้องขายเพราะว่าตนเองมีความทุกข์ทรมานใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องการเห็นสภาพความทุกข์ที่เกิดขึ้นคือ อดีตแฟนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานและมีคนใหม่ ภาพติดตามตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แต่เพื่อให้ลืมความหลังต้องตัดสิ้นใจมาหาที่ใหม่
ณ หมู่บ้านด่านเกวียน ข้าพเจ้าได้พบกับศิษย์เก่า คือฟ้ารุ้งชวนมาพักที่บ้านและชวนเปิดร้านนวดไทย ก็เลยเดินทางมาในวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ ได้นำวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มาด้วยมาฝากไว้ที่บ้านพ่อสมหมาย ชัยนคร ท่านให้เอาของฝากไว้ก่อน ในขณะเดียวกันจิตใจของตนเองไม่รู้จะไปทางไหน มืดไปหมดโทรถามใคร ๆ ก็ไม่มีใครรับสาย ปรึกษาน้องชาย ปรึกษา อ.ประเวช ก็ไม่มีความคิดเห็น ตกค่ำคืนมาจะไปนอนที่ไหน คืนแรกได้นำรถปิคอัพไปนอนตามปั้นน้ำมัน อาบน้ำที่นั้น รุ้งเช้าออกเดินทางหาที่ดินเพื่อใช้เป็นสถานที่อยู่ก่อน ราคาที่ดินแพงสุด ๆ ในสมัยนั้น
ในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๓ สาวฟ้ารุ้งได้โทรศัพท์บอกว่ามีที่ดินอยู่ ๗๗ ตารางวา สนใจก็ซื้อได้ในราคา ๒ แสน ด้วยความดีใจจึงไปดูแต่เมื่อพิเคราะห์ที่ดินมีเพียง ๔๐ ตารางเมตร และที่ดินติดจำนองกับทางทนาคาร ถ้าผมซื้อต้องนำเงิน ๒ แสนไปไถ่ถอนก่อนแล้วจึงจัดการซื้อขายอีก ๒ แสน เป็น ๔ แสน เมื่อพิจารณาดูแล้วไม่คุ้มทุน จึงไม่สนใจเอา แต่ในระยะเวลาที่เกิดขึ้นช่วงเย็นเจ้าของที่ก็เสนอกว่า ไม่เป็นไรถ้าไม่ซื้อ ถ้าถ่มดินก่อนแล้วจึงทำการเช่าก็ได้ ด้วยความที่ตนเองไม่มีที่อยู่จึงได้ประสานหารถดินมาถ่ม โดยมีช่างถิ๋ว ซึ่งเป็นพี่ชายของฟ้ารุ้งเป็นผู้ประสาน เมื่อจัดการถ่มได้ประมาณ ๔๐ คันรถแล้วเกิดปัญหาขึ้น ปรากฏว่าเจ้าของที่ดินคือฟ้ารุ้งบอกว่าไม่ให้เช่าและไม่ขายแล้ว ข้าพเจ้าเองก็คิดว่าถูกต้มอีกเป็นแน่แท้ วันรุ้งขึ้นจึงเข้ามาจ่ายค่าถ่มดินเป็นจำนวนเงิน ๔ หมื่นบาท จากเงินที่มีอยู่ทั้งสิ้น ๖ แสนบาทคงเหลือเพียง ๕ แสน ๕ หมื่นบาท
เมื่อรู้ว่าตนเองถูกต้มแล้วได้เดินทางหาที่ดินแปลงใหม่อีกก็ได้มาขอซื้อที่ดินของพี่เหมา ในซอยหัวสระ เนื้อที่ประมา ๑ งาน ๗๐ ตารางวา คุณสมควรและพี่เหมาได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วงแรกให้เช่า แต่ต่อได้ขอซื่อในราคา ๔ แสนบาท ในช่วงประมาณวันที่ ๑๕/๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓
ความสุขและความสำเร็จ
ในเมื่อได้ที่ดินแล้วเริ่มดำเนินการทุกอย่างทำความสะอาดและอื่นๆ คืนแรกในปฐพีใหม่มีความสุขนอนเคียงข้างรถของตนเอง แต่อย่างอื่นไม่มี เช่นห้องน้ำ น้ำใช้และอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาหรืออุปสรรคกับตนเอง ก็ใช้ในระบบขุดหลุดแล้วหาอะไรมาบังเอา ขอซื้อน้ำจากเพื่อนบ้านช่วงแรก ๆ
ได้ประสานงานเกี่ยวกับการถ่มดินต่อเนื่องจากพื้นที่ต่ำ ในระหว่างเดือนสิงหาคมนี้ฝนตกก็ถ่มดินคันละ ๘๐๐ บาท เมื่อครบตามจำนวนแล้วสมัยนั้นก็ลำบากเนื่องจากเราไม่มีที่พักและไม่มีห้องน้ำระบบอื่น ๆ ไม่อำนวย เมื่อครบกำหนดแล้ว ได้หากฤษในการยกบ้าน งบประมาณก็มีน้อย ได้ขอซื่อเสาไม้เก่า ๆ มา ๑๒ ต้น และได้วันยกคือวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๓ เป็นวันที่เริ่มชีวิตใหม่
พลังแห่งสมาธิ
ในขณะเดียวกันทุก ๆ วันจะเจริญสมาธิภาวนา เพื่อนบ้าน ข้าง ก็จะนึกว่าเราเป็นคนไม่สมบูรณ์แบบเพราะว่าไม่ได้ไปไหนก็นั่งสมาธิอยู่ ทานข้าวเวลาเดียว การยกบ้านเป็นไปตามอัธภาพเนื่องจากงบน้อย ในขณะนั่งสมาธิอยู่เกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้าเราอยู่ที่นี้จะทำการนวดเพื่อช่วยเหลือคนหรือรับจ้างนวดคนป่วยวันละ ๑-๒ คนก็คงพออยู่ได้กับชีวิตเดียวๆ ของตนเอง ก็ได้แต่คิดอยู่แบบเงียบๆ แต่จิตก็ได้คิดไปอีกว่า เมื่อเราชราภาพแล้วจะเอาแรงที่ไหนมาทำการบีบนวดคนป่วยได้
ระหว่างจิตสองดวงเกิดความขัดแย้งกันขึ้น เราก็ได้กำหนดว่าในวันข้างหน้าเราต้องทำเป็นที่เรียนรู้การที่จะทำเป็นที่เรียนรู้ได้ต้องลงทุนเป็นอย่างมาก จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควร เป็นเช่นนี้อยู่หลายวันด้วย เมื่อจิตสงบในสมัยนั้น
ในปีพ.ศ. ๒๕๕๔
การดำเนินการสร้างอาคารที่อยู่ก็เป็นไปตามงบประมาณของตนเองมีน้อยทำน้อยมีมากทำมาก ถามว่าได้งบมาจากไหน ประการแรกจากคนป่วยมานวดได้บริจาคปัจจัยช่วย ประการที่สองคือการกู้ในระบบและนอกระบบ ประการที่สามได้รับความเมตตาจากกัลยาณมิตรและญาติธรรม กว่าจะได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารเบื้องต้นได้นั้นก็ย่อมมีอุปสรรค์มาก แต่ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
๑. การประสานงานกับนายช่าง ผู้ทำการก่อสร้างสมัยนั้นเพียง ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าแรง
๒. การประสานงานกับหน่วยงาน เทศบาลตำบลด่านเกวียนในการขอแบบและการขออนุญาตในการก่อสร้าง
๓. การประสานงานการขอใช้ไฟชั่วคราว
๔. การดำเนินการหางบประมาณในการก่อสร้าง
จากกรณีเบื้องต้นในการดำเนินการก่อสร้างตามกำลังงบประมาณของตนเองค่อย ๆ เป็นไป เมื่อเวลาผ่านไปจึงคิดว่าถ้าเราทำเพียงแค่ได้รับนวดอย่างเดียวคงจะไปได้แต่อาจไม่มีโอกาสมอบความรู้หรือเปิดโอกาสให้คนทั่วๆ ไปได้มาเรียนจากเรา ซึ่งตนเองนั้นมีใบประกอบวิชาชีพด้านการนวดไทยและการผดุงครรภ์อยู่แล้วและมีใบครูอยู่พร้อม จะปล่อยให้สิ่งดีหายไปมิได้หรอกจึงได้เขียนโครงการในการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นและได้ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่ตนเองเข้าใจ ลองผิดลองถูก
การจัดตั้งโรงเรียน
เมื่อระยะเวลาผ่านไปทั้งรับนวดและดูแลสุขภาพคนทั่วไปแล้ว คิดว่าสิ่งที่ตนเองทำก็ดีอยู่แต่คนไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จึงได้
ประสานงานไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขตการศึกษา ๑ และเขต ๒ ในการขอรับเอกสารทั้งหมด เมื่อนำมาแล้วจึงรู้ว่าการจัดตั้งโรงเรียนนั้นลำบากมากจึงค่อย ๆ ทำไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ
๑. การจัดการสร้างอาคารเรียนตามที่งบพอมี
๒. การประสานงานกับหน่วยงานเทศบาลตำบลด่านเกวียนในการเปลี่ยนแปลงจากที่อยู่อาศัยให้เป็นสถานที่เรียน ทั้งงานสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมของเทศบาล และงานเกี่ยวกับการออกแบบ การรับรองอาคารจากวิศวกร และสถาปนิก
๓. การเขียนโครงการเพื่อขอจัดตั้งโรงเรียน และการเรียบเรียงเอกสารทั้งหมดเรียกว่า อช. ๖ ซึ่งรายละเอียดมีประมาณ ๑๑ รายการ เช่น การรับรองสัญชาติเกิด รับรองสถานะ การตรวจสอบคุณสมบัติต่าง
๔. การประสานงานในการขออนุญาตใช้ชื่อโรงเรียน
๕. การขออนุญาตใช้หลักสูตร, การเก็บค่าธรรมเนียม,การใช้ใบประกาศนียบัตร,การใช้ตราประทับ,การใช้ห้องน้ำ,การขออนุญาตใช้ห้องประกอบและห้องปฏิบัติการ ฯลฯ
๖. การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจประเมินสถานที่ การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจรับรองหลักสูตร
๗. การแก้ไขเอกสารและรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่สำนักเขตให้แก้ไขและทางเทศบาลให้แก้ไขสรุปว่า เมื่อจิตตั้งมั่นในการสร้างอาคารเรียนและการขอรับใบอนุญาตโรงเรียนนั้นต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของทางการแต่เราจะทำตามใจของตนเองมิได้ครับ ในสมัยนั้นงบประมาณในการดำเนินการสร้างก็มีน้อยมาก ต้องหามาสร้างไปในใจลึก ๆ แล้วถ้าไม่ผ่านก็จะไม่เอาแล้วเพราะว่าไม่มีงบสร้างคือทุนหลักในการดำเนินการครับ
เมื่อจิตท้อแท้
เกิดทุกข์ได้ประกาศขายในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ในช่วงเดือนเมษายน ก็มีผู้คนสนใจแต่ให้ราคาถูกคือ ๑ ล้านบาท มานอนภาวนาและคิดในใจเสมอว่า จะทำอย่างไรดีกับชีวิต นั่งภาวนาต่อหน้าพระพุทธและต่อหน้ารูปของมารดา ผ่านไปหนึ่งชั่วโมจึงได้สติว่า เราต้องดำเนินการต่อเพื่อตนเองและเพื่อคนอื่นจะได้มีสถานที่เรียนรู้ในบ้านนอกอย่างนี้ จึงตัดสินใจกู้เงินนอกระบบเพิ่มและประสานงานกับหน่วยงานเพิ่มในการขอรับใบอนุญาต ต่อมาทางเขตการศึกษาเขต ๒ มีการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการเขตการศึกษา และรองผู้อำนวยเขต และเปลี่ยนผู้อำนวยกลุ่มงานเอกชนไปพร้อม ๆ กัน ทำให้การดำเนินการขออนุญาตต้องเริมต้นใหม่อีก ต่อมาเดือนมิถุนายนได้ประสานงานไปยังสำนักงานสถานพยาบาลและกองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข ได้รับคำตอบคือหลักสูตรนวดไทย นวดเท้า เบื้องต้นนั้นสามารถนำไปใช้ประกอบการขอรับรองหลักสูตรจากสำนักเขตได้ แต่ปรากฏว่าสำนักเขตได้แนะนำว่าไม่ต้องให้ไปขอใช้ร่วมกับโรงเรียนอื่นที่ได้รับรองหลักสูตรแล้ว
ต่อได้ประสานงานไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ประมาณ ๑๐ โรงเรียน ได้รับคำตอบเพียงโรงเรียนเดียวคือ รร.นวดแผนไทยมีนบุรี อนุญาตให้ใช้หลักสูตรนวดไทย ๑๕๐ ชั่วโมงและหลักสูตรนวดเท้า ๙๐ ชั่วโมง ได้โดยทำข้อตกลงกันพร้อมมอบเอกสารให้และทำบันทึก ทางข้าพเจ้าเองได้ทำการบำรุงโรงเรียนนวดแผนไทยมีนบุรีไปประมาณ ๓ หมื่นบาท
เมื่อได้เอกสารครบแล้วได้ยืนเรื่องขอใหม่ในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๕ และรอคำตอบจากสำนักเขตการศึกษาพื้นที่ ๒ อ.จักราช ว่าในเดือนกันยายน ผอ.กลุ่มและคณะจะออกมาตรวจสถานที่ก่อนและได้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง ผู้ขอจัดตั้งและกับคณะกรรมการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารวม ๑๓ ท่าน
เดือนพฤศจิกายน ท่าน ผอ. ดร.มานะ และทีมงาน ได้เดินทางมาตรวจสอบอีกรอบที่สอบ โดยมีคณะกรรมการและทีมงานของผู้ขอจัดตั้งคอยตอนรับและฟังการสรุปจาก ผอ.สำนักงานเขต ท่านตรวจเอกสารแล้วท่านถามว่า “ที่ดินพื้นนี้ของใคร ข้าพเจ้าตอบว่าของผมเองครับ” ถามว่า “รู้จักใครในโคราช” ก็ตอบว่าพอรู้จักครับตั้งแต่ผู้ว่าราชการ เจ้าคณะจังหวัด ทั่งภาครัฐและภาคทางศาสนา” ถามว่า “ปัจจุบันเรียนอะไรอยู่” ก็ตอบว่า กำลังเรียนปริญญาโท ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ถามว่า “คิดอย่างไรจึงมาขอเปิดโรงเรียนสอนนวด” ก็นั่งคิดชักพัก ก็ตอบว่า เพราะว่าผมรักและชอบสิ่งที่ผมทำ และให้โอกาสคนอื่นได้มาหาและเรียนรู้ครับ
ถามว่า “เอาเงินมาจากไหนสร้าง” ก็ตอบว่า “จากการนวดชาวบ้านและชาวบ้านทั้งพระและชาวบ้าน คนป่วย ช่วยบริจาคทั้งหิน ทราย เสา ไม้ และอื่น ๆ ครับ
ถามว่า “ถ้าได้โรงเรียนแล้วจะช่วยเหลือชาวบ้านได้มากหรือน้อยเพียงใด” ก็ตอบว่า ตามกำลังของตนเอง แต่ที่สำคัญก็คือทุกคนที่จะมาเรียนรู้ต้องใจรัก และศรัทธาในอาชีพนวดไทยจริง ๆ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรก็กินนอนที่นี้ได้ครับ อยู่แบบครอบครัว พ่อช่วยลูก ๆ ช่วยงานครับ
ถามว่า “จะหากับข้าวกับน้ำที่ไหนให้คนได้กินที่มาเรียนและนอนที่นี้” ก็ตอบตามความเป็นจริงว่า คนมีเงินมาลงทะเบียน ๔ พันบาท หนึ่งเดือน คนไม่มีก็มาอาศัยเพื่อน ได้ข้าวสารจากคนป่วยบ้าง ได้จากพระบ้าง และเพื่อนบ้าง คงอยู่ได้ครับ
ถามว่า “คิดจะพัฒนาการเรียนการสอนหรือเพิ่มได้อะไรอีกมัยในวันต่อไป” ก็ได้ตอบว่า คงพัฒนาไปตามเหตุปัจจัยที่มีครับ ทางการให้ปรับอย่างไรหรือกำหนดมาอย่างไรเราก็ปฏิบัติไม่ขัดคำสั่งของทางการ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพราะว่างบมีน้อย
ท่านถามว่า “ได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับการนวดมาจากไหน” ผมก็ตอบว่า เดิมทีนั้นพ่อเป็นหมอธรรม หมอเหยียบเหล็กแดง รักษาชาวบ้านตามหมูบ้านต่าง ๆ สวนคุณแม่เป็นหมอตำแย ดูแลคนหลังคลอดและก่อนคลอด ก็เลยได้เรียนรู้จากบิดา มารดา และตอนบวชเณรบวชพระก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมมาเรื่อย ๆ และใช้วิชานวดไทยเรานิเก็บเล็กผสมน้อยส่งตนเองเรียนครับ
สุดท้ายท่าน ผอ. ก็บอกว่า ดีแล้วท่านมหาบุญ มีความตั้งใจในการสร้างโรงเรียนเพื่อให้คนอื่นได้เรียนรู้ ได้อาศัย และได้มีอาชีพติดตัวไป ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ก็ขอให้รักษาคุณงามความดีนี้ไว้ตลอดไปนะครับ นี้คำพูดของ ผอ. ทำให้ผมจำติดตัวมาตลอด
คำพูดสุดท้ายของท่าน ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาเขต ๒ อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ก็คือ “ เดียววันนี้ผมกลับไปจะเซนอนุมัติใบอนุญาตให้นะครับ” ขอให้ตั้งใจช่วยชาวบ้านเพื่อประโยชน์สวนมากนะท่านมหาบุญ
จากที่ท่าน ผอ.และทีมงานมาในวันนั้น ข้าพเจ้ารอ ๆ จนถึงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ได้โทรศัพท์ไปถามทาง จนท. จนท.บอกว่าลืมดูเอกสารให้ ข้าพเจ้ารับไปที่อำเภอจักราช และประสานงาน กับ จนท. จนได้เห็นเอกสารที่ตนเองภูมิใจมากได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนและอื่น ๆ พร้อมกัน และได้รับชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ๓,๐๐๐ บาท เลขที่ออกให้คือ ๑/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ อนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบประเภท วิชาชีพ จากนั้นเป็นต้นมา
เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ก็เริ่มประกาศและมีผู้คนมาเรียนเรื่อย ๆ สมัยนั้นเก็บค่าธรรมเนียม ๒๐๐๐ บาทกินอยู่พร้อม เปิดสอน ๒ วิชาคือ นวดไทย ๑๘๐ ชั่วโมงและนวดเท้าเพื่อสุขภาพ ๙๐ ชั่วโมงเท่านั้น
ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ทำการยืมเรื่องขออนุญาตหลักสูตรแพทย์แผนไทย ๔ ประเภท คือเวชกรรมไทย เวชกรรมไทย การนวดไทย และการผดุงครรภ์ไทย และระยะเวลาผ่านจนได้รับการรับรองหลักสูตร ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘
ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติเพื่อสุขภาพ ให้มีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงหลักสูตร ทางโรงเรียนได้รับการเปลี่ยนแปลงและรับรองหลักสูตร จากเดิมมาเป็นของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพคือ นวดไทยเพื่อสุขภาพ ๑๕๐ ชั่วโมง นวดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพ ๖๐ ชั่วโมง การนวดด้วยน้ำมันหอมระเหยเพื่อสุขภาพ ๑๕๐ ชั่วโมงและหลักสูตรการนวดสวีดีส ๑๕๐ ชั่วโมงจึงได้ดำเนินการจนถึงทุกวันนี้

เปิดโอกาสให้ลูกศิษย์จนเขาเกิดอาชีพด้วยแพทย์แผนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังต่อไปนี้
ประเทศเยอรมัน ร้านสุกัญญา สามารถสร้างอาชีพให้แก่ลูกศิษย์ที่ไปทำงานยังประเทศ
เยอรมัน หลายรัฐด้วยกัน
ประเทศออสเตรีย ร้านเปิ้ลมาสซาส สามารถสร้างอาชีพให้แก่ลูกศิษย์ที่ไปทำงานยังประ
เทสออสเตรีย
ในจังหวัดนครราชสีมา มีลูกศิษย์ได้ไปเปิดร้านแพทย์แผนไทย เช่น ธัญญพงษ์คลินิกแพทย์แผนไทย, ร้านพิชญญาดานวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา, ร้านอัมพรนวดแผนไทยเพื่อสุขภาพ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
นอกจากนั้นก็ยังมีอีกมากมายหลายแห่งที่ได้ไปสร้างอาชีพในทุกภูมิภาคของประเทศไทย